สิ่งที่ต้องรู้ก่อนสั่งผลิต กล่อง แบรนด์ตัวเองครั้งแรก

สิ่งที่ต้องรู้ก่อนสั่งผลิต

9 สิ่งที่ต้องรู้ก่อนสั่งผลิต กล่อง แบรนด์ตัวเองครั้งแรก

สิ่งที่ต้องรู้ก่อนสั่งผลิต มือใหม่ต้องรู้ เพื่อให้ได้กล่องที่ตรงใจ คุ้มค่า และไม่เกิดข้อผิดพลาดในการผลิต

1. สิ่งที่ต้องรู้ก่อนสั่งผลิต จุดประสงค์หลักของกล่อง: ปกป้อง หรือ สร้างแบรนด์?

อันดับแรก คุณต้องกำหนดบทบาทของกล่องก่อน:

  • กล่องพัสดุ (Outer Box): เน้นความแข็งแรง ทนทาน และประหยัดค่าขนส่ง ดังนั้น อาจใช้กระดาษลูกฟูกที่ราคาไม่สูง แต่ต้องมีโครงสร้างที่ดี

  • กล่องบรรจุภัณฑ์ (Primary Packaging): เน้นความสวยงาม การสร้างแบรนด์ และ Unboxing Experience จึง ต้องเน้นงานพิมพ์คุณภาพสูง เทคนิคพิเศษ (Spot UV, ฟอยล์) และความประณีตของวัสดุ

2. ขนาดที่ถูกต้อง: วัด “ด้านใน” หรือ “ด้านนอก”?

นี่คือข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุด! สิ่งที่ต้องรู้คือ โรงงานจะวัดขนาดตาม “ขนาดภายใน (Inner Dimensions)” ของกล่อง เพราะ เป็นพื้นที่ที่สินค้าต้องอยู่ได้พอดี ดังนั้น

  • สิ่งที่ควรวัด: ความยาว x ความกว้าง x ความสูง ของสินค้า รวมวัสดุกันกระแทก (ถ้ามี)

  • คำแนะนำ: เผื่อพื้นที่ 1-2 มม. เสมอ และ แจ้งโรงงานให้ชัดเจนว่าตัวเลขที่ให้มาคือ ขนาดภายใน

3. การเลือกวัสดุและแกรม (GSM) ที่เหมาะสม

วัสดุมีผลต่อความแข็งแรง ต้นทุน และความสวยงามในการพิมพ์:

  • กระดาษอาร์ตการ์ด (สำหรับการพิมพ์สี): นิยมใช้ความหนา 300 แกรม หรือ 350 แกรม เพื่อความทนทาน และให้พื้นผิวเรียบเนียนในการพิมพ์ภาพสี

  • กระดาษลูกฟูก (สำหรับกล่องพัสดุ): เลือก ลอน E หรือลอน B สำหรับกล่องที่ไม่หนักมาก และ ควรเลือกระดับความหนา (เช่น 3 ชั้น หรือ 5 ชั้น) ตามน้ำหนักของสินค้า

  • กระดาษคราฟท์ (Kraft): เหมาะกับแบรนด์ที่เน้นภาพลักษณ์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ มักพิมพ์ได้ไม่กี่สี

4.สิ่งที่ต้องรู้ก่อนสั่งผลิต เทคนิคงานพิมพ์พิเศษ: ต้นทุนที่คุ้มค่า

นอกจาก การพิมพ์สี (CMYK) ธรรมดาแล้ว เทคนิคพิเศษจะช่วยยกระดับสินค้าพรีเมียมได้ทันที:

  • ปั๊มฟอยล์ (Foil Stamping): เพิ่มความหรูหราด้วยสีเงิน สีทอง หรือโฮโลแกรม

  • Spot UV: เน้นโลโก้หรือรายละเอียดสำคัญให้เงาโดดเด่นตัดกับพื้นผิวเคลือบด้าน

  • ปั๊มนูน/ปั๊มจม (Embossing/Debossing): สร้างมิติที่สัมผัสได้ อย่างไรก็ตาม เทคนิคเหล่านี้จะเพิ่มต้นทุนและระยะเวลาในการผลิต

5. ทำความเข้าใจเรื่องจำนวนสั่งขั้นต่ำ (MOQ)

โรงงานส่วนใหญ่มี Minimum Order Quantity (MOQ) เนื่องจาก ต้นทุนการเซ็ตอัพเครื่องจักรและการทำแม่พิมพ์นั้นสูง ดังนั้น การสั่งจำนวนมากในครั้งเดียวจะทำให้ “ต้นทุนต่อหน่วย” ถูกที่สุด

  • สิ่งที่ต้องทำ: วางแผนปริมาณการขายล่วงหน้า และ คำนวณสต็อกที่จำเป็นสำหรับ 6-12 เดือน เพื่อให้ได้ราคาต่อใบที่คุ้มค่าที่สุด

6. ต้นทุนคงที่ที่ต้องทราบ: ค่าแม่พิมพ์และค่าเพลท

เมื่อสั่งผลิตครั้งแรกจะมี ค่าใช้จ่ายคงที่ (Fixed Costs) ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว:

  • ค่าแม่พิมพ์ (Die-cut Mold Cost): ค่าใช้จ่ายในการทำแม่พิมพ์โลหะสำหรับการไดคัท ซึ่ง จำเป็นสำหรับการผลิตกล่องทุกรูปทรงที่ไม่ใช่มาตรฐาน

  • ค่าเพลทพิมพ์ (Printing Plate Cost): ค่าใช้จ่ายในการทำเพลทแม่พิมพ์สำหรับงานพิมพ์สี ดังนั้น หากมีการปรับแบบในอนาคต จะต้องมีค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มขึ้น

7. ระยะเวลาการผลิต (Lead Time)

การผลิตกล่องสั่งทำไม่ได้เสร็จภายในวันเดียว:

  • ระยะเวลาปกติ: โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 15 ถึง 30 วัน นับจากวันที่สรุปแบบและโอนเงินมัดจำ

  • ปัจจัยที่เพิ่มเวลา: เพราะฉะนั้น ต้องเผื่อเวลาเพิ่มหากมีการเลือกเทคนิคพิเศษที่ซับซ้อน (เช่น การปั๊มฟอยล์ซ้ำหลายจุด) หรือ หากมีการสั่งผลิตในช่วงเทศกาลสำคัญที่โรงงานมีออร์เดอร์จำนวนมาก

8. การเตรียมไฟล์อาร์ตเวิร์ค (Artwork File)

โรงงานต้องการไฟล์ที่มีความละเอียดและรูปแบบเฉพาะ:

  • ไฟล์ที่จำเป็น: ต้องเป็นไฟล์เวกเตอร์ (Vector File) เช่น .AI (Adobe Illustrator) หรือ .PDF ที่มีการฝัง Font เรียบร้อยแล้ว

  • Die-line (เส้นไดคัท): ต้องส่งไฟล์เส้นไดคัท (Template) ของกล่องให้ผู้ออกแบบกราฟิกของคุณ เพื่อให้ ผู้ออกแบบวางตำแหน่งโลโก้และลวดลายได้อย่างแม่นยำ

9.สิ่งที่ต้องรู้ก่อนสั่งผลิต การจัดการโลจิสติกส์และการจัดส่งกล่อง

  • การจัดส่งมาตรฐาน: กล่องส่วนใหญ่จะถูกจัดส่งในรูปแบบ แผ่นเรียบ (Flat-Packed) เพื่อประหยัดพื้นที่และลดค่าขนส่ง ดังนั้น คุณต้องมีพื้นที่ในการจัดเก็บและมีแรงงานในการประกอบกล่องเองก่อนการบรรจุสินค้า

  • การรับประกันความเสียหาย: สอบถามโรงงานถึงนโยบายการรับประกันหากมีการจัดส่งสินค้าผิดสเปก หรือมีกล่องเสียหายระหว่างการขนส่ง

เพิ่มเติม

ติดต่อเรา:

Share :